ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฆ่า ผอ.อ้อย ญาติลุ้นโทษประหาร ผู้กองเหน่ง

วันที่ 12 มี.ค. 62 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์รายงานว่า คดีฆ่าโหดในปี 2560 จากกรณีที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย ผอ.กองการศึกษ...


วันที่ 12 มี.ค. 62 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์รายงานว่า คดีฆ่าโหดในปี 2560 จากกรณีที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย ผอ.กองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หายตัวไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 60 ในชุดเสื้อผ้าเครื่องแบบสีกากีข้าราชการพลเรือน ต่อมา วันที่ 20 ก.ค. 60 นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน  อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 83/1 หมู่ 3 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.บึงมะลู แจ้งว่าเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 60 น.ส.จุฑาภรณ์ หรืออ้อย อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 65 หมู่ 3 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ฯ ซึ่งเป็นบุตรสาวได้หายตัวไปจากบ้านเช่าหลัง ธ.ก.ส. ในเขตเทศบาลเมืองกันทรลักษ์ พร้อมกับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีออส สีบรอนด์ หมายเลขทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่



และเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 60 นายวิทยา เกษแก้ว อายุ 37 ปี สามีของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.กันทรลักษ์ ว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ผู้เป็นภรรยาหายตัวไป ตามคดีอาญาที่ 576/60 หลังจากได้รับแจ้ง พล.ต.ต. สุรเดช เด่นธรรม ผบก.ภ.จ.ศรีสะเกษ ได้มีคำสั่ง ที่ 592/2560 ลง 31 ก.ค.2560 แต่งตั้งชุดปฏิบัติการสืบสวนติดตามบุคคลสูญหาย ชุดสืบสวน ได้สืบสวนติดตาม และแสวงหาพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อติดตามหานางสาวจุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน และทรัพย์สินที่สูญหาย ติดตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์, ข้อมูลทางการเงินของนางสาวจุฑาภรณ์, ตรวจสอบเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะพานางสาวจุฑาภรณ์ไป, ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตามเส้นทาง



ในช่วงหลังจากวันที่ 3 ก.ค. 60 ที่ น.ส.จุฑาภรณ์หายตัวไปแล้ว แต่ยังมีการติดต่อกับญาติพี่น้อง พ่อแม่ ทางแอพพลิเกชั่นไลน์ ว่าตัวเองสบายดี แต่รู้สึกเหนื่อยจึงขอพักผ่อนสักพักก่อนจึงจะกลับบ้าน ขณะนี้อยู่ที่โน่นที่นี่ ย้ายไปเรื่อยๆ ญาติสงสัยว่าคนที่โพสต์ข้อความในไลน์จะเป็นนางสาวจุฑาภรณ์จริงหรือคนอื่นปลอมมาใช้ไลน์ของนางสาวจุฑาภรณ์ เมื่อขอให้ปลายสายใช้วีดิโอคอลทางโน้นก็ไม่ยอมใช้ โดยบ่ายเบี่ยงอยู่เรื่อยมา และผู้ที่ใช้ไลน์ของนางสาวจุฑาภรณ์ยังหลอกให้ญาติและเพื่อนของนางสาวจุฑาภรณ์โอนเงินให้หลายครั้ง เป็นเงินนับแสนบาท วันที่ 10 ส.ค. 60 ตำรวจชุดสืบสวนพบว่ามีการขายรถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนส์ ทะเบียน กษ 8201 เชียงใหม่ ของ นางสาวจุฑาภรณ์ฯ และรถจอดทำสีอยู่ที่อู่ซ่อมรถยนต์ในเขตเทศบาลเมืองอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่สอบสวนประเด็นนี้พบว่า วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณบ่ายสามโมง ร้อยเอกศุภชัย ภาโส นายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดนเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้บ้านของนางสาวจุฑาภรณ์ได้โทรศัพท์ติดต่อกับ นางสุชาวดี ปทุมอินทน์ นายหน้าซื้อ-ขายรถยนต์ที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้ขายรถยนต์คันของ นางสาวจุฑาภรณ์ฯ

และในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 10,00 น. ร้อยเอก ศุภชัยฯ ได้นำรถยนต์ของนางสาวจุฑาภรณ์ไปหลอกให้ นางสุชาวดี นายหน้าซื้อ-ขายรถยนต์เพื่อเอาไปขายต่อพร้อมแสดงคู่มือรถยนต์ฉบับจริง-บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง พร้อมเอกสารประกอบการซื้อขาย-โอน-และหนังสือมอบอำนาจ รถยนต์ของ นางสาวจุฑาภรณ์ ให้และแสดงให้ นางสุชาวดีฯ ได้ตรวจดู พร้อมกับได้ยืนยันว่า นางสาวจุฑาภรณ์ เดือดร้อนเรื่องเงิน จนนางสุชาวดี หลงเชื่อจึงได้ให้ นายวิฑูรย์ ท้าวแก้ว ซึ่งเป็นนายหน้า-ซื้อขายรถยนต์อีกคนเอาไปขายต่อให้ นายประกรรษวัตหรือตั้ม คณะพันธ์ จนนายประกรรษวัตหรือตั้ม หลงเชื่อว่าเจ้าของรถที่แท้จริงได้มอบอำนาจให้นำรถยนต์มาขายจริงจึงได้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวไว้ ในราคา 175,000 บาท พร้อมหลักฐานการซื้อขาย จากการสอบสวนปากคำ ซึ่งบุคคลในที่ทำงานของนางสาวจุฑาภรณ์และนายวิทยา เกษแก้ว สามี ยืนยันว่าไม่ใช่ลายมือที่เซ็นชื่อในเอกสารการมอบอำนาจของ นางสาวจุฑาภรณ์ เป็นการทำปลอมขึ้นมา พนักงานสอบสวน ได้ออกมายเรียก ร้อยเอกศุภชัย ภาโส เป็นผู้ต้องสงสัยในการหายตัวไปของนางสาวจุฑาภรณ์






กระทั่งวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ร้อยเอกศุภชัยได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาร้อยเอกศุภชัย ว่า หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น, ลักทรัพย์หรือรับของโจร, ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม, เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนเองและผู้ต้องหาเป็นทหาร จึงมอบให้ผู้บังคับบัญชารับตัวไป เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนได้เรียกให้มาพบ ณ สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ดังนี้

1. ข้อหา เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน (ม.5)

2. ข้อหา เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน(ม.7)

3. ข้อหา นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (ม.14)

4.ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์แสดงตนเป็นคนอื่นหรือรับของโจร กรณีหลอกให้ นางหมายปอง อุ่นอ่อน โอนเงิน 20,000 บาทเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กรรมที่ 1 ข้อ

5. ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์แสดงตนเป็นคนอื่นหรือรับของโจร กรณีหลอกให้ นางสาวศิรินทร์ดาวัลย์ สีดาชมพู จำนวน 19,800 บาท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กรรมที่ 2 ข้อหาที่

6. ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์แสดงตนเป็นคนอื่นหรือรับของโจร กรณีหลอกให้ นางรัตนาภรณ์ ลาพันธ์ โอนเงิน จำนวน 59,000 บาท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กรรมที่ 3 และนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ศาลอนุญาตให้ฝากขังตามคำขอ แต่ร้อยเอกศุภชัย ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีหลักประกันเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท



จากการติดตามค้นหานางสาวจุฑาภรณ์ ของตำรวจชุดสืบสวนกับญาติและเพื่อนบ้านตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าห้วยผึ้ง และฐานปฏิบัติการอนุพงษ์ ทางขึ้นสามเหลี่ยมมรกต ชายแดนไทย-ลาวด้านอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีระเบิดเต็มไปหมด จนกระทั่งวันที่ 23 ตุลาคม 2560 เจ้าหน้าที่พร้อมญาติได้พบกะโหลกศรีษะ, ชิ้นส่วนกระดุก, เส้นผม, เข็มขัดด้านถักสีกากีแบบข้าราชการพลเรือน, นาฬิกาข้อมือ ซึ่งของทั้งหมดญาติยืนยันว่าเป็นของนางสาวจุฑาภรณ์ จึงสรุปได้ว่านางสาวจุฑาภรณ์ถูกฆาตกรรม ถูกฆ่าแล้วนำศพไปทิ้งบริเวณดังกล่าว และตามทางการสืบสวนสอบสวน ผู้ต้องสงสัยคือ ร้อยาเอกศุภชัย ภาโส พนักงานสอบสวนจึงได้เรียกร้อยเอกศุภชัย มาพบพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก คือ 1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ข้อหาที่ 2.หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคสอง 3.ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 หลังแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว นำตัวผู้ต้องหา ไปที่ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ และยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง (ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี) ประกอบกับมีการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนว่าพบ DNA ในกระดูกตรงกับของนางสาวจุฑาภรณ์ และจะมีการแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแก่ผู้ต้องหา เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และผู้ต้องหาเป็นทหาร ที่ทำงานในพื้นที่เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอย่างอื่น อันเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน และผู้ต้องหาทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายการข่าวในพื้นที่ เกรงว่าจะมีอิทธิพลในการข่มขู่พยาน ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ไต่สวนแล้ว มีคำสั่งเพิกถอนหลักประกันผู้ต้องหา และมีคำสั่งขังผู้ต้องหา จำนวน 10 วัน (30 ต.ค.2560 ถึง 8 พ.ย.2560) ตามคำร้องฝากขัง ที่ 800/60 ลง 30 ต.ค.2560 ผู้ต้องหาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้อง ปัจจุบัน ร้อยเอกศุภชัยฯ ถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกันทรลักษ์ ซึ่งคดีนี้ มีผู้ต้องหา รวม 1 .ร.อ.ศุภชัย หรือเหน่ง ภาโส ผู้ต้องหาที่ 1 2.นางสุชาวดี ปทุมอินทน์ ผู้ต้องหาที่ 2 3.นายวิฑูรย์ ท้าวแก้ว ผู้ต้องหาที่ 3 4.นายประกรรษวัต คณะพันธ์ ผู้ต้องหาที่ 4 พนักงานอัยการได้สรุปสำนวนส่งศาลจังหวัดกันทรลักษ์ และศาลได้ไต่สวนสืบพยาน จนครบและนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 14 มีนาคม 2562 นี้ ซึ่งญาติของนางสาวจุฑาภรณ์ที่ได้รอฟังคดีมานาน ก็ตื่นเต้นกัน

ขณะที่นางแหลม อุ่นอ่อนอายุ 62 ปี แม่ของ นางสาวจุฑาภรณ์ หรือ ผอ.อ้อย กล่าวว่า หลังจากที่ได้พบกระดุกแล้วก็ทำให้สบายใจไปได้ระดับหนึ่งสบายใจที่พบลูกแล้ว ไม่ต้องตามหากันอีก เพราะตั้งแต่ลูกหายไปพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมถึงผู้สื่อข่าวต้องลำบากด้วยกันทั้งหมด ช่วยกันตามหา โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวที่มาคอยจี้คอยติดตามจึงได้พบ แต่เมื่อถึงวันใกล้จะตัดสินก็คิดมากอีก คิดว่าศาลจะตัดสินอย่างไร จะลงโทษผู้ต้องหาได้หรือไม่ คิดจนนอนไม่หลับอีก ด้านนายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 62 ปี พ่อของ ผอ.อ้อย นางสาวจุฑาภรณ์ กล่าวว่า เท่าที่ได้ฟังศาลไต่สวนพยานหลักฐาน ซึ่งมีพยานทั้งหมด 77 ปาก แล้วตนเชื่อว่า คดีนี้หลักฐานแน่นหนาเพียงพอที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้ก่อเหตุได้แน่นอน ซึ่งในความรู้สึกของตนผู้เป็นพ่อ คนที่ก่อเหตุฆ่าลูกตนในครั้งนี้กระทำอย่างโหดเหี้ยม จึงต้องการให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้ก่อเหตุถึงขึ้นประหารชีวิต ขอให้ประหารสถานเดียว ประหารแล้วก็ประหารอีกจึงจะสาสมกับความโหดเหี้ยม

เรียบเรียงโดย นายณัฐธรชนม์  สิริโชติสกุล ทีมข่าวสยามนิวส์ จ.ศรีสะเกษ

Cr: https://www.siamnews.com/view-32174.html?fbclid

You Might Also Like

0 comments